สกินแคร์ ของ The Ordinary ที่ต้องมีติดตัว 2567

สกินแคร์ ของ The Ordinary ที่สาวๆเป็นสิวต้องมีติดตัว พร้อมอีก2ตัวโปรดที่ควรค่าแก่การมีไว้ 🥰

วันนี้เราจะมีรีวิว สกินแคร์ตัวตึงของเรา เมื่อก่อนเราเป็นสิวหนักมาก ไปหาหมอที่คลีนิคก็หมดไปหลายหมื่น (ตอนนี้ก็ยังใช้บางตัวของคลีนิคร่วมด้วยอยู่) พอผิวหน้าดีขึ้นเราก็อยากหาตัวที่ดีที่สุด ลองมาก็เยอะ ใครเป็นสิวจะเข้าใจเป็นอย่างดี แต่เราก็ได้มาเจอเจ้า 2 ตัวนี้ ที่ตอนนี้รักมาก ขาดไม่ได้เลย นั่นก็คือ.. แท่นนนนน แท๊นนนนนน~~

♡₁ The Ordinary, Niacinamide 10% + Zinc 1% เซรั่มเซใจ นัมเบอร์วัน ของมันต้องมีเลยจริงๆ เพราะน้องมีส่วนผสมตัวตึงอย่าง Niacinamide หรือ Vitamin B3 ที่มีความเข้มข้นสูงถึง 10% ช่วยบำรุงและฟื้นฟูผิวหน้าเรา ทำให้หน้ากระชับ รูขุมขนตื้นขึ้น ผิวอิ่มน้ำ มีความชุ่มชื้น พร้อมลดสิวได้อีก และอีกเยอะเลย ><

👩🏻‍🦲สภาพผิว:

เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว

♡₂ The Ordinary, AHA 30% + BHA 2% Peeling Solution

มาส์กแดง มาส์กใจ ที่มีกรด AHA เข้มข้นถึง 30% ตัวนี้เค้าช่วยผลัดเซลล์ผิวชั้นบนสุดให้หลุดออก และยังมีกรด BHA ที่ 2% เลยนะ น้องจึงช่วยผลัดเซลล์ในระดับชั้นที่ลึกกว่า เลยขจัดพวกความสกปรก หรือพวกสิ่งอุดตันในรูขุมขนของเราให้มันลดลง ผิวหน้าเกลี้ยงเกลาขึ้นจึงช่วยลดโอกาสของการเกิดสิวขึ้นใหม่นั่นแหละค๊าปปป

👩🏻‍🦲สภาพผิว:

เหมาะสำหรับทุกสภาพผิวแต่ถ้ามีผิวบางต้องระวังมากๆค่ะ

✨แถมอีก 2 ตัว ละกัน ^*..*^

Benzac(5%) Feat. Clinda-M

♡₁ Benzac 📌ข้อดี/ข้อเสีย:

จะช่วยฆ่าเชื้อสิว ลดการอักเสบ สิวไม่ค่อยขึ้นใหม่ในส่วนผสมก็ ไม่มีพาราเบน แต่อาจทำให้ผิวลอก หรือแสบคันได้

♡₂ Clinda-M 📌ข้อดี/ข้อเสีย:

จะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและฆ่าเชื้อสิว ลดการอักเสบของสิว แต่อาจทำให้ผิวลอก หรือแสบคัน หรือมีอาการผิวแดงได้ในบางท่านนะคะ

🗣วิธีใช้/ข้อแนะนำ:

สต.เราทา Benzac ทิ้งไว้ 10-15 นาที บางทีก็ 20 นาทีเลย แล้วก็ค่อยล้างหน้าค่ะ ส่วนหลังล้างหน้าก็ทา Clinda-M แต้มที่สิวอักเสบอีกที

เพกา/ลิ้นฟ้า สรรพคุณ และการปลูกเพกา เพกา เป็นไม้ผลพื้นเมืองของไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sandoricum koetjape Merr. จัดอยู่ในวงศ์ Meliaceae ลักษณะของต้นเพกาเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 30 เมตร ลำต้นเป็นทรงกระบอก เปลือกต้นสีน้ำตาลอมดำ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับเป็นคู่ๆ ดอกเป็นช่อแยกแขนง ก้านดอกยาว สีขาวหรือเหลืองอ่อน ผลเป็นผลเดี่ยว ออกเป็นกลุ่มตามกิ่งก้าน ก้านผลยาว ผลกลมรีหรือรูปไข่ เปลือกผลบาง สีเขียวอมเหลือง เนื้อผลสีขาวขุ่น เมล็ดมี 1-2 เมล็ด สรรพคุณของเพกา ผลเพกา มีรสเปรี้ยวหวาน ช่วยดับกระหาย แก้กระหายน้ำ ผลเพกาอ่อน มีรสเปรี้ยว ใช้ทำเป็นเครื่องปรุงอาหาร เช่น ผัดเปรี้ยวหวาน แกงเลียง แกงคั่ว แกงส้ม เป็นต้น ใบเพกา มีฤทธิ์ฝาดสมาน แก้ท้องเสีย ท้องร่วง แก้บิด รากเพกา มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้ไอ […]
การปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์ การปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์เป็นวิธีการปลูกมะนาวที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก ประหยัดพื้นที่ และสามารถปลูกได้ในพื้นที่จำกัด เช่น ในบ้านหรือคอนโดมิเนียม ขั้นตอนการปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์ เตรียมบ่อซีเมนต์ขนาดใหญ่ โดยเลือกใช้บ่อซีเมนต์ที่มีขนาดไม่ต่ำกว่า 1 ลูกบาศก์เมตร เพื่อให้มะนาวมีพื้นที่เพียงพอในการเจริญเติบโต เจาะรูระบายน้ำที่ก้นบ่อซีเมนต์เพื่อให้น้ำสามารถระบายออกได้ ใส่เศษโฟม เศษอิฐแตก หรือเศษกระเบื้องลงในก้นบ่อซีเมนต์เพื่อช่วยระบายน้ำ ผสมดิน ปุ๋ยคอก และแกลบในอัตราส่วน 2:1:1 แล้วนำไปใส่ในบ่อซีเมนต์จนเต็ม ขุดหลุมปลูกมะนาวตรงกลางบ่อซีเมนต์ โดยให้หลุมปลูกมีความลึกประมาณ 1 ฟุต นำต้นมะนาวลงปลูกในหลุมปลูกแล้วกลบดิน รดน้ำต้นมะนาวให้ชุ่ม นำต้นมะนาวไปวางในที่ที่มีแสงแดดส่องถึงอย่างเพียงพอ ให้ปุ๋ยต้นมะนาวทุกๆ 1 เดือน โดยใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หมั่นรดน้ำต้นมะนาวให้ชุ่มทุกวัน ข้อดีของการปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์ ประหยัดพื้นที่ สะดวกในการดูแลรักษา สามารถปลูกได้ในพื้นที่จำกัด เช่น ในบ้านหรือคอนโดมิเนียม ได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ ดินมีความอุดมสมบูรณ์ มีการระบายน้ำที่ดี สามารถปลูกมะนาวได้หลาย株ในบ่อซีเมนต์เดียว
ลูกท้อ/ลูกพีช สรรพคุณ และการปลูกลูกท้อ ลูกท้อเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย โดยเฉพาะวิตามินซีและโพแทสเซียม ลูกท้อมีสรรพคุณช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส บำรุงสายตา ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยย่อยอาหาร การปลูกลูกท้อ ลูกท้อเป็นผลไม้เมืองหนาวที่สามารถปลูกได้ในพื้นที่ที่มีอากาศเย็นสบาย ลูกท้อเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดีและมีความเป็นกรดเล็กน้อย ควรปลูกต้นลูกท้อในบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึงอย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อวัน รดน้ำต้นลูกท้อสัปดาห์ละครั้งหรือบ่อยกว่านั้นในช่วงฤดูร้อน ใส่ปุ๋ยสำหรับต้นไม้ผลปีละ 2-3 ครั้ง เพื่อบำรุงต้นลูกท้อให้เจริญเติบโตอย่างแข็งแรง การขยายพันธุ์ลูกท้อ ลูกท้อสามารถขยายพันธุ์ได้ 2 วิธี การเพาะเมล็ด เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด แต่ต้องใช้เวลานานกว่าต้นลูกท้อที่จะออกผล การตอนกิ่ง เป็นวิธีที่เร็วกว่า แต่ต้องอาศัยความชำนาญมากกว่า หลังจากปลูกต้นลูกท้อแล้ว ควรดูแลโดยการรดน้ำสม่ำเสมอ ใส่ปุ๋ยเป็นประจำ และกำจัดแมลงศัตรูพืชที่อาจทำอันตรายต่อต้นลูกท้อได้ ต้นลูกท้อจะเริ่มออกดอกและติดผลในช่วงฤดูใบไม้ผลิ โดยปกติแล้วจะเก็บเกี่ยวผลลูกท้อได้ในช่วงฤดูร้อน
กลอย/ว่านกลอยจืด กลอยเป็นพืชที่มีหัวใต้ดิน หัวมีลักษณะกลมหรือรี มีเปลือกสีน้ำตาลหรือดำ เนื้อในหัวมีสีขาว ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก กลอยสามารถนำมารับประทานได้ทั้งหัวและใบ หัวกลอยนำมาปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นๆ นำมาต้มหรือนึ่งรับประทาน หรือจะนำไปทอดหรือผัดก็ได้ ส่วนใบกลอยสามารถนำมาลวกหรือต้มจิ้มน้ำพริกรับประทานได้ ว่านกลอยก็คือกลอย ว่านมีชื่อว่ากลอยเพราะเมื่อหัวกลอยเจริญเต็มที่ เมื่อรดน้ำจะลอยขึ้นมาเหนือดิน จึงเรียกว่ากลอย สรรพคุณของกลอย ช่วยขับลมในระบบทางเดินอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องเสีย ช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ ช่วยห้ามเลือด แก้บาดแผล ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยบำรุงกำลัง แก้เหนื่อยล้า ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ข้อควรระวังในการรับประทานกลอย ไม่ควรรับประทานกลอยที่ยังดิบ เพราะอาจทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ ไม่ควรรับประทานกลอยมากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ สตรีมีครรภ์และให้นมบุตรไม่ควรรับประทานกลอย เพราะอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ผู้ที่เป็นโรคไตไม่ควรรับประทานกลอย เพราะอาจทำให้เกิดอาการไตวายได้
ว่านขันหมากเศรษฐี ว่านขันหมากเศรษฐีจัดเป็นพันธุ์ไม้ในวงศ์ Araceae มีลำต้นใต้ดินเป็นหัวแบบเหง้า ลักษณะของลำต้นเป็นหัวกลม คล้ายหัวไชเท้า ผิวด้านนอกมีสีขาวนวล ส่วนที่เป็นโคนหัวมีริ้วรอยเป็นข้อ และกาบใบหุ้มอยู่หนาแน่น เนื้อด้านในสีขาว หัวมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 – 4 เซนติเมตร ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมัน รูปไข่หรือรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบกว้างประมาณ 4 – 10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 8 – 16 เซนติเมตร ก้านใบยาวประมาณ 6 – 8 เซนติเมตร สามารถนับจำนวนใบได้ 10 ใบถือว่าครบถ้วน เป็นเคล็ดว่าหลักทรัพย์ และ เงินที่ได้มาจะคืนกลับมาครบถ้วน ผลิดอกทั้งปี ดอกจะมีลักษณะเป็นช่อ การปลูกว่านขันหมากเศรษฐี ว่านขันหมากเศรษฐีนิยมปลูกในกระถางปูนซีเมนต์หรือโอ่ง เผาที่ไม่ได้เคลือบดิน เมื่อนำเอาว่านมาปลูกแล้วห้ามโยกย้าย เกรงว่าจะมีอันเป็นไป ทำให้ชีวิตและครอบครัวเสียหาย ถ้าต้องการ ขยายพันธุ์ ต้องทำพิธีบวงสรวงเจ้าที่และผีบ้านผีเรือนก่อน จึงจะแยก หัวว่านไปปลูกได้ การขยายพันธุ์เพิ่มจะเกิดขึ้นในฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่ว่าน จะแตกหน่อออกมา […]
การปลูกบัวหลวง บัวหลวงเป็นพืชน้ำที่สามารถปลูกได้ทั้งในน้ำตื้นและน้ำลึก มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ก้านใบและดอกโผล่ขึ้นเหนือน้ำ บัวหลวงเป็นพืชที่ชอบแสงแดดจัด ดินร่วนปนทราย และน้ำใส สะอาด โดยทั่วไปบัวหลวงจะออกดอกในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน การปลูกบัวหลวงสามารถทำได้โดยการเพาะเมล็ดหรือแยกเหง้า ขั้นตอนการปลูกบัวหลวง เตรียมดิน โดยไถพรวนดินให้ละเอียดและใส่ปุ๋ยอินทรีย์ จากนั้นตากดินทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ ขุดหลุมปลูก โดยขุดหลุมลึกประมาณ 30-40 เซนติเมตร แล้วใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ลงไป นำเหง้าบัวหลวงมาปลูก โดยวางเหง้าลงในหลุมปลูกแล้วกลบดินให้แน่น จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม ดูแลรักษาบัวหลวง โดยรดน้ำให้สม่ำเสมอ และใส่ปุ๋ยบำรุงต้นอยู่เป็นประจำ เมื่อบัวหลวงออกดอกแล้ว ควรเด็ดดอกบัวที่โรยแล้วออก เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของโรคและแมลง การเก็บเกี่ยวบัวหลวง บัวหลวงสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่อดอกบัวบานเต็มที่ โดยการเด็ดดอกบัวพร้อมกับก้านดอก แล้วนำมาล้างน้ำให้สะอาด ประโยชน์ของบัวหลวง บัวหลวงเป็นพืชที่มีประโยชน์มากมายทั้งดอกบัว กลีบบัว เกสรบัว และรากบัวสามารถนำมารับประทานได้ นอกจากนี้บัวหลวงยังมีสรรพคุณทางยา โดยดอกบัวมีสรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจ กลีบบัวมีสรรพคุณช่วยบำรุงเลือด เกสรบัวมีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย และรากบัวมีสรรพคุณช่วยบำรุงตับ
เฟื่องฟ้า/ดอกเฟื่องฟ้า ดอกเฟื่องฟ้า หรือ บูเกนวิลเลีย (อังกฤษ: Bougainvillea) เป็นไม้พุ่มที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน ด้วยสีสันที่สดใสและรูปร่างที่เป็นเอกลักษณ์ ดอกเฟื่องฟ้าจึงเป็นที่นิยมในการปลูกเป็นไม้ประดับทั่วโลก ประโยชน์ของดอกเฟื่องฟ้า ไม้ประดับ: ดอกเฟื่องฟ้าเป็นที่นิยมในการปลูกเป็นไม้ประดับ ด้วยสีสันที่สดใสและรูปร่างที่เป็นเอกลักษณ์ ดอกเฟื่องฟ้าจึงสามารถช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับสวนหรือพื้นที่กลางแจ้งได้ ยาสมุนไพร: บางส่วนของดอกเฟื่องฟ้า เช่น ใบและราก มีคุณสมบัติทางยาและถูกนำมาใช้ในการแพทย์แผนโบราณเพื่อรักษาโรคต่างๆ เช่น บาดแผล ปวดท้อง และโรคผิวหนัง น้ำหอม: กลิ่นหอมของดอกเฟื่องฟ้าสามารถสกัดออกมาเพื่อใช้เป็นส่วนผสมในน้ำหอมได้ สีผสมอาหาร: สีสันที่สดใสของดอกเฟื่องฟ้าสามารถสกัดออกมาเพื่อใช้เป็นสีผสมอาหารได้ การปลูกดอกเฟื่องฟ้า ดิน: ดอกเฟื่องฟ้าสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดี แสงแดด: ดอกเฟื่องฟ้าเป็นไม้ที่ชอบแดดจัด ดังนั้นควรปลูกในพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดอย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อวัน น้ำ: ดอกเฟื่องฟ้าเป็นไม้ที่ต้องการน้ำในปริมาณปานกลาง ควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ปล่อยให้ดินแห้งหรือแฉะจนเกินไป ปุ๋ย: ดอกเฟื่องฟ้าควรได้รับการใส่ปุ๋ยเป็นประจำ เพื่อช่วยให้เจริญเติบโตได้ดีและออกดอกดก ควรเลือกใช้ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมในอัตราส่วนที่เหมาะสม การตัดแต่งกิ่ง: การตัดแต่งกิ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการดูแลรักษาดอกเฟื่องฟ้า ควรตัดแต่งกิ่งที่แห้งหรือเป็นโรคออกเป็นประจำ และตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมขนาดและรูปทรงของต้นเฟื่องฟ้าให้เหมาะสม
ชงโค : สรรพคุณและการปลูก ชงโค เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง พบในประเทศไทย ในป่าดิบชื้นทางภาคเหนือมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blumea balsamifera (L.) DC. วงศ์ COMPOSITAE ลำต้นกลม ตั้งตรงมีความสูงประมาณ 1-4 เมตร เปลือกต้นมีสีน้ำตาลอ่อนหรือเทา มีขนอ่อนหรือค่อนข้างหยาบ ร่องของใบและก้านใบเป็นร่องลึก ใบมีใบเดี่ยว ออกตรงข้ามเป็นคู่ๆ รูปหัวใจ มีขนาดเล็ก ปลายเว้าลึก ดอกมีดอกช่อขนาดใหญ่ ออกที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมากกลีบดอกมีสีเหลืองอ่อน สรรพคุณต้นชงโค ดอกชงโค ลดความดันโลหิต ทำให้อาการปวดหัวและวิงเวียนศีรษะหายได้ แก้ลมในลำไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลม แก้จุกเสียดแน่นท้อง แก้ปวดท้อง ขับเสมหะ แก้หอบหืด บำรุงเลือด แก้ปอดอักเสบ ขับประจำเดือน –ต้นชงโค แก้ปัสสาวะขัด ตำพอกแก้กลากและผื่นคัน รากชงโค แก้ปวดท้องน้อย นอกจากนั้นดอกชงโคก็ยังนำไปทำอาหารได้หลายอย่างอีกด้วย การปลูกชงโค ชงโค เป็นพืชที่ปลูกง่ายและดูแลไม่ยุ่งยาก ขยายพันธ์ุด้วยวิธีการเพาะเมล็ด […]
กระจับ กระจับหรือกระจับเขาควายมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rauvolfia serpentina (L.) Benth. ex Kurz เป็นไม้ล้มลุกที่มีความสูงประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นมีลักษณะเป็นทรงกลมหรือรี มีสีเขียวคล้ำหรือสีน้ำตาลเข้มและมีขนสีขาวขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วไป ใบมีลักษณะเป็นรูปรีหรือรูปไข่ มีสีเขียวเข้มและมีขนสีขาวขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วไป ส่วนดอกมีสีขาวหรือสีชมพูอ่อน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เป็นดอกช่อกระจุก ออกดอกบริเวณปลายกิ่งหรือที่ซอกใบ สรรพคุณของกระจับ แก้ไอ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน รักษาโรคบิด แก้ท้องร่วง แก้อาการปวดท้อง ลดความดันโลหิตสูง รักษาโรคหอบหืด แก้ลำไส้แปรปรวน แก้อาการท้องผูก แก้ปวดประจำเดือน การปลูกกระจับ การเตรียมดิน ควรเลือกพื้นที่ที่มีดินร่วนซุย มีความอุดมสมบูรณ์ และมีการระบายน้ำที่ดี ไถพรวนดินให้ละเอียดและกำจัดวัชพืชออกให้หมด การเตรียมพันธุ์ สามารถใช้เมล็ดหรือกิ่งตอนมาเพาะปลูกได้ หากใช้เมล็ดให้แช่เมล็ดในน้ำอุ่นประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนหว่านลงดิน หากใช้กิ่งตอนให้ตัดกิ่งที่มีอายุประมาณ 1 ปี และมีความยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร นำไปแช่น้ำยาเร่งรากประมาณ 15 นาทีก่อนปักชำลงถุงเพาะปลูก การเพาะปลูก ขุดหลุมปลูกให้มีความกว้างและความลึกประมาณ 30 […]
ตะบูน/ตะบูนขาว ตะบูน หรือตะบูนขาว คือ สารประกอบอินทรีย์ที่มีสูตรเคมีคือ CC13COOC(CH3)3 เป็นของเหลวไม่มีสีหรือสีเหลืองซีด มีกลิ่นคล้ายผลไม้ มีจุดเดือดที่ 145-146 องศาเซลเซียสและจุดหลอมเหลวที่ -48 องศาเซลเซียส ละลายได้ในตัวทำละลายอินทรีย์เช่น เบนซีน, คลอโรฟอร์ม หรืออีเทอร์แต่ไม่ละลายในน้ำ ตะบูนเป็นสารที่ระเหยง่ายมากและมีความเป็นพิษสูงโดยสามารถซึมเข้าร่างกายได้ทุกช่องทางทั้งทางเดินหายใจ ผิวหนัง และทางปาก และออกฤทธิ์ภายในระยะเวลาไม่นาน ประโยชน์ ตะบูนเป็นสารที่มีความเป็นพิษสูงจึงสามารถใช้เป็นอาวุธทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีประโยชน์บางประการเช่น ใช้ในการทำยาฆ่าแมลง ใช้ในการทำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ใช้ในการทำยาฆ่าหญ้า ใช้ในการทำสารเคมีบางชนิด ใช้ในการทำเชื้อเพลิงจรวด สรรพคุณ ตะบูนมีสรรพคุณดังนี้ มีฤทธิ์เป็นยาฆ่าแมลงและยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา มีฤทธิ์ระงับประสาทส่วนกลาง มีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง มีฤทธิ์ทำให้หายใจและหัวใจหยุดเต้น มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ และหมดสติ มีฤทธิ์ทำให้ตายได้หากได้รับในปริมาณมาก